หน้าหลัก   >  ลูกเริ่มเรียนรู้ เลี้ยงดูให้ดี  >  ข้อมูลสนันสนุน
  มีลูกเมื่อพร้อม
  ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย
  ลูกเริ่มเรียนรู้ เลี้ยงดูให้ดี
  เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  อาหารตามวัย
  วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน
  เมื่อลูกท้องเสีย
  อย่าประมาทหวัด ไอ
  อย่าให้ยุงกัด
  ป้องกันเอชไอวีเอดส์
  สุขปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
  คุ้มครองเด็ก
  ป้องกันการบาดเจ็บ
  พร้อมรับมือภัยพิบัติ
  เข้าใจใส่ใจวัยรุ่น
    

ลูกเริ่มเรียนรู้ เลี้ยงดูให้ดี

   
 
 
ข้อมูลสนับสนุนสำหรับสาระสำคัญลำดับที่  : 

เด็กเรียนรู้อย่างรวดเร็วได้ตั้งแต่แรกเกิด เด็กจะเติบโตและเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอจากพ่อแม่และคนที่รักและห่วงใย มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีจากคนและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับได้รับอาหารที่เหมาะสมพอเพียง และการดูแลสุขภาพ

 
๒.๑
การเริ่มให้ผิวกายของลูกสัมผัสกับตัวแม่และเริ่มดูดนมแม่เร็วที่สุดภายใน ๑ ชั่วโมงหลังเกิด ทำให้มีความใกล้ชิดในช่วงพิเศษที่ไวต่อการตอบสนอง เป็นขั้นต้นของการสร้างความผูกพันที่มั่นคงระหว่างแม่กับลูก นำไปสู่การเติบโตและพัฒนาการที่ดีของเด็ก
   
๒.๒ ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ กายสัมผัส การได้ยิน การได้กลิ่น การมองเห็น  การรับรส และจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้จากการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
   
๒.๓ การพัฒนาสมองและจิตใจของเด็กเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเด็กได้รับการสัมผัส การกอด ได้ยินเสียง และเห็นหน้าที่คุ้นเคย การจับต้องสิ่งของที่หลากหลาย การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อได้รับความรัก    ประสบการณ์การเรียนรู้จากคนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เด็กที่มีความรู้สึกมั่นคงมักจะมีผลการเรียนที่ดี และสามารถปรับตัวได้ง่ายเมื่อเผชิญกับปัญหา พ่อแม่จึงควรส่งเสริมชี้ชวนให้ลูกได้มองเห็น ได้ยิน สัมผัส   จับต้อง พูดจาโต้ตอบ ให้หัดทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง โดยดูแลให้ปลอดภัย มีความหลากหลายที่เหมาะสมกับความสนใจ และความสามารถของลูก   
   
๒.๔ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทำให้ลูกกับแม่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ ลูกได้มองหน้าสบตา ได้ยินเสียงแม่ ได้รับสัมผัสที่อ่อนโยน ได้ดูดนมแม่ ทำให้อบอุ่นและอิ่มสบาย จึงเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ใน ๖ เดือนแรกควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นควร ให้นมแม่ร่วมกับอาหารตามวัย เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการ และฝึกหัดเรียนรู้การกินอาหารด้วยการเคี้ยวกลืนตลอดจนการช่วยตนเองในการตักอาหารกินและดื่มจากถ้วย เด็กจะได้รับทั้งอาหารกายและอาหารใจ และเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย       สติปัญญา  จิตใจ และสังคมไปพร้อมกัน
   
๒.๕
© NICFD/ Nittaya
วิธีการที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก คือการมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับพ่อแม่และบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด การสื่อภาษา ซึ่งเริ่มด้วยการสัมผัสตัวอย่างอ่อนโยน มองหน้า สบตา ยิ้ม การทำท่าทาง พูดจาโต้ตอบกัน  ร้องเพลง เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟัง กิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกตั้งแต่วัยทารก และช่วยพัฒนาความสามารถของเด็กในการเรียนรู้ การแสดงออกและการสื่อความหมายกับผู้อื่นที่ไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้
   
๒.๖ พ่อแม่ และผู้เลี้ยงดู สามารถช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ และมีความสามารถเพิ่มขึ้นโดยการจัดหาสิ่งใหม่ และน่าสนใจให้เด็กได้มองเห็น ฟัง จับต้องและได้เล่น เพื่อให้เด็กฝึกหัดทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองตั้งแต่เล็ก   จะทำให้มีความคล่องตัว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกาย  การสื่อภาษา การใช้มืออย่างคล่องแคล่วนำไปสู่ความมั่นใจ พร้อมที่จะลองทำสิ่งที่ยากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการเรียนรู้ในระดับต่อไป ตลอดจนการดำรงชีวิตในอนาคต
   
๒.๗ ทารกและเด็กเล็กควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน การถูกปล่อยปละละเลยจะเกิดผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สมอง พัฒนาการด้านจิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กทุกคนทั้งหญิงและชายต้องการให้พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูสนับสนุนให้มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต้องการคำให้กำลังใจ ตลอดจนคำชมเชยในขณะที่พยายามทำสิ่งใหม่ๆ ให้สำเร็จ
   
๒.๘ เมื่อพบว่าเด็กเติบโตน้อยกว่าที่ควร หรือมีพัฒนาการของความสามารถไม่ก้าวหน้าตามอายุที่เพิ่มขึ้น พ่อแม่ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเด็ก ควรเรียนรู้ภาษาของพ่อแม่เป็นภาษาแรก  จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการรับรู้ การคิด และการแสดงออก เด็กเรียนรู้ภาษาได้ง่ายและรวดเร็วจากเพลง การเล่าเรื่องต่างๆ ในครอบครัว  คำคล้องจอง-กลอน และการละเล่นต่างๆ เช่น  การเล่นจ๊ะเอ๋  จับปูดำ  โยกเยก  เป็นต้น
   
๒.๙ เด็กที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคตามกำหนด และได้รับอาหารที่เหมาะสมพอเพียงจะมีสุขภาพแข็งแรง เล่นและเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์ ตอบสนองกับคนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ทั้งครอบครัวก็จะไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล พ่อแม่ไม่ต้องเสียเวลาในการทำงาน และเสียรายได้มาเฝ้าดูแลรักษาพยาบาลเด็กป่วย  ทั้งตัวเด็กก็ไม่ต้องขาดเรียน อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วย

© Baansalaya
 
© Baansalaya
© Baansalaya